ทัวร์สังเวชนียสถาน 4 ตำบล ทัวร์แสวงบุญอินเดียเนปาล,สังเวชนียสถาน พุทธคยา ราชคฤห์ นาลันทา ไวสาลี กุสินารา ลุมพินี ลุมพินี พาราณสี พุทธคยา ทัชทาฮาล

ข้อมูลทัวร์แสวงบุญแนะนำสถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนาดังนี้


พุทธคยา ดินแดนแห่งการตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ตั้งอยู่ทางตะวันตกของแม่น้ำเนรัญชรา ใน สมัยพุทธกาลเรียกว่าอุรุเวลาเสนานิคม
ราชคฤห์ ดินแดนแห่งการกำเนิดพระสูตตร ที่ประชุมสังคายนาครั้งแรก และสถานที่เกิดวัดแห่งแรกใน พุทธศาสนาเป็นเมืองหลวงของแคว้นมคธในสมัยพุทธกาล เป็นที่ตั้งของวัดเวฬุวันวัดที่แรกในพระพุทธ ศาสนา และถ้ำสัตบรรณคูหาสถานที่สังคายนาครั้งแรก
ไวสาลี เมืองหลวงของอาณาจักรวัชชี เมืองแห่งการปลงอายุสังขารขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า มี เสาอโคกที่สมบูรณ์ที่สุดเมืองหลวงของอาณาจักรวัชชี หนึ่งใน 16 แคว้นของชมพูทวีป เรียกกันหลาย ชื่อว่า ไวสาลี ไพสาลี ในสมัยพุทธกาลเคยเป็นศูนย์กลางการเผยแผ่พระพุทธศาสนาที่สำคัญ ยิ่งอีกแห่ง หนึ่ง พระพุทธองค์เสด็จเยี่ยมที่ไวสาลีครั้งแรกในพรรษาที่ 5
ลุมพินี สถานที่ประสูติของเจ้าชายสิทธัตถราชกุมาร จุดแรกของการกำเนิดผู้ที่ประเสริฐที่สุดในโลก ลุมพินีวันอยู่ในเขตแห่งดินแดนที่เรียกว่า ชมพูทวีป ตั้งอยู่ระหว่างกรุงกบิลพัสดุ์ เมืองหลวงของพระ เจ้าสุทโธทนะ และกรุงเทวทหะ เมืองหลวงของพระเจ้าชนาธิป เป็นพระราชอุทยานลาดลุ่ม และร่มรื่น อยู่กึ่งกลางระหว่างทางสำหรับพักผ่อนหย่อนใจของ กษัตริย์และประชาชน สภาพของลุมพินีวันในสมัย นั้นอาจจะพิจารณาได้จากคัมภีร์วิสุทธชนวิลาสินี อรรถกถาขุททกนิกาย อปทาน ได้พรรณนาเป็น ภาษาบาลีไว้ว่า "ทวินฺนํ ปน นครานํ อนฺตเร อุภยนครวาสีนมฺปิ ลุมพินีวนํ นาม มงฺคลสาลวนํ อตฺถิ,ตสฺมึ สมเย มูลโต ปฏฺฐาย ยาว อคฺคสาขา สพฺพํ เอกปาลิผุลฺลํ อโหสิ สาขนฺตเรหิ เจว ปุปฺผนฺตเรหิ จ ปญฺจวณฺณา ภมรคณา นานปฺปการา จ สกุณสงฺฆา มธุรสฺสเรน วิกูชนฺตา สกลํ ลุมฺพินีวนํ จิตฺตลตาวนสทิสํ ฯ " แปลว่า: "ในระหว่างเมืองทั้งสอง มีป่าสาละชื่อลุมพินีวันอันเป็นมงคล สมัยนั้น สาละทั้งหมด ล้วนมีดอกออกสะพรั่งเป็นแนวเดียวกัน แต่รากจนสุดปลายกิ่ง ตามกิ่งก้านสาขา และดอกนั้นล้วนมี
หมู่ภมรนานาชนิด และหมู่นกหลากหลายชนิด ส่งเสียงกู่ร้องประสานสำเนียง ดังทั่วทั้งป่าลุมพินี วันนั้นจึงประดุจเช่นเดียวกับสวนจิตรลดา หลังจากการประสูติ ของ พระพุทธองค์แล้ว ไม่ปรากฏหลักฐานอื่นว่าพระพุทธเจ้าได้เสด็จมา ณ ที่แห่งนี้แต่อย่างใด พระเจ้าอโศกมหาราชได้เสด็จ นมัสการพุทธสังเวชนียสถานทั่วทั้งชมพูทวีป พร้อมด้วยพระโมคคัลลีบุตรติสสเถระ (หรือพระอุปคุต) ได้เสด็จมานมัสการ ณ ลุมพินีนี้ พระองค์โปรดฯ ให้พระโมคคัลลีบุตรติสสเถระนำทางและชี้จุดที่เจ้าชายสิทธัตถะ ประสูติ แล้วทรงสร้างอาราม พระเจดีย์และเสาศิลาจารึกไว้เป็นสัญลักษณ์ว่า ลุมพินี วันนี้มีความสำคัญอย่างไร ซึ่งเสาศิลาหินทรายของพระเจ้าอโศกยังคงตั้งอยู่ ณ ที่เดิม จนถึงปัจจุบัน สระสรงสนาน และ มหามายาเทวีวิหาร หลังการบูรณะหลังจากยุคของพระเจ้าอโศกมหาราช เรื่องราวของลุมพินีวันได้หายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ของ พระพุทธศาสนาเกือบ 700 ปี โดยไม่ปรากฏหลักฐานเอกสารที่สามารถสืบค้นถึงความเป็นไปของลุมพินีวันในช่วง นี้ได้ จวบจน พ.ศ. 2438-2439 เซอร์ อเล็กซานเดอร์ คันนิ่งแฮมและคณะ ได้ค้นพบเสาศิลาพระเจ้าอโศกซึ่งถูกฝังดินไว้และพบจารึกเป็นอักษรพราหมีระบุ ว่าที่แห่งนี้คือสถานที่เจ้าชายสิทธัตถะประสูติ จากนั้นจึงเริ่มมีการขุด ค้นทางโบราณคดี โดยพบซากปรักหักพังจำนวนมาก ซากสถูปกว่า 50 องค์ และซากวิหารอาราม มีอายุตั้งแต่สมัยราชวงศ์โมริยะ ราชวงศ์ศุงคะ ราชวงศ์กุษาณะ และสมัย คุปตะ (ประมาณ พ.ศ. 300 - พ.ศ. 950)
เมืองปัตนะ เป็น เมืองหลวงของรัฐพิหารและเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของรัฐพิหาร สมัยโบราณเมืองปัตนะ มีชื่อเรียกหลากหลายชื่อเช่น ปาฏลีบุตร ปาตลีบุตร ปาฏลิคาม
เมืองนาลันทา เป็นดินแดนซึ่งให้กำเนิดพระอัครสาวกเบื้องซ้ายและเบื้องขวา พระโมคคลาและพระ สารีบุตร เป็นหมู่บ้านเล็กๆ แต่มีความสำคัญเปนยิ่งนัก เพราะเป็นสถานที่ตั้งมหาวิทยาลัยที่่ยิ่งใหญ่คือ มหาวิทยาลัยนาลันทา
เมืองสาวัตถี แดนแห่งมหาอุบาสก มหาอุบาสิกา สถานที่พระพุทธองค์จำพรรษานานที่สุดถีง 19 พรรษา มีวัดเชตวันมหาวิหารที่สำคัญ คือเมืองโบราณในสมัยพุทธกาล มีความสำคัญในฐานะที่เป็นเมืองหลวง ของแคว้นโกศล 1 ใน แคว้นมหาอำนาจใน 16 มหาชนบทในสมัยพุทธกาล เมืองนี้รุ่งเรืองจากการที่เป็น ชุมนุมการค้าขาย การทหาร เป็นเมืองมหาอำนาจใหญ่ควบคู่กับเมืองราชคฤห์แห่งแคว้นมคธในสมัย โบราณ
ปัจจุบันเมืองนี้เหลือเพียงซากโบราณสถาน คนอินเดียในปัจจุบันลืมชื่อเมืองสาวัตถี (ในภาษาบาลี) หรือศราวัสตี (ในภาษาสันสกฤต) ไปหมดแล้ว คงเรียกแถบตำบลที่ตั้งเมืองสาวัตถี นี้เพียงว่า สะเหต-มะเหต (Saheth-Maheth) ปัจจุบัน สะเหต-มะเหต ตั้งอยู่ในรัฐอุตตรประเทศ ประเทศอินเดีย เมือง สวัตถีในสมัยพุทธกาลเป็นเมืองที่ใหญ่พอกับเมืองราชคฤห์และพาราณสี เป็นเมืองศูนย์กลางการค้าขาย ในสมัยพุทธกาล โดยในสมัยนั้นเมืองสาวัตถีมีพระเจ้าปเสนทิโกศลปกครองร่วมสมัยกับพระเจ้าพิมพิสาร นอกจากนี้เมืองสาวัตถีนับว่าเป็นเมืองสำคัญ ในการเป็นฐานในการเผยแพร่พระพุทธศาสนา
ที่สำคัญเมืองสาวัตถี ปัจจุบันยังมีซากโบราณสถานที่สำคัญปรากฏร่องรอยอยู่ คือวัดเชตวันมหาวิหาร บริเวณวังของพระเจ้าปเสนทิโกศล, บ้านของอนาถบิณฑิกเศรษฐี บ้านบิดาขององคุลีมาล สถานที่พระเทวทัตถูกแผ่นดินสูบ (หน้าวัดพระเชตวันมหาวิหาร), ที่แสดงยมกปาฏิหาริย์ เป็นต้น มีมหาอุบาสก มหาอุบาสิกาหลายคน เช่น อนาถบิณฑิกะเศรษฐี, นางวิสาขามหาอุบาสิกา ซึ่งมีความเคารพรักศรัทธาสร้างมหาสังฆารามวัดเชตวันมหาวิหาร (ของอนาถบิณฑิกเศรษฐี) และวัดบุพพารามมหาวิหาร (ของนางวิสาขา) และให้การทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาอย่างมั่นคง ด้วยเหตุหลายประการดังกล่าว พระพุทธเจ้าจึงเสด็จมาประทับที่เมืองนี้ มากที่สุด โดยมาทรงประทับอยู่ถึง 25 พรรษา โดยแบ่งเป็น 19 พรรษาที่วัดเชตวันมหาวิหาร และอีก 6 พรรษาที่วัดบุพพารามเนื่องด้วยพระพุทธองค์ประทับที่เมืองสาวัตถี นานที่สุด จึงทำให้เป็น เมืองที่เกิดพระสูตรมากมาย
เมืองสารนาถ สถานที่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงปฐมเทศนาครั้งแรก ที่เกิดพระสงฆ์องค์แรกใน พระพุทธศาสนา จัดเป็นพุทธสังเวชนียสถานแห่งที่ 3 (1 ใน 4 แห่งของชาวพุทธ) ตั้งอยู่ประมาณ 9 กิโลเมตรเศษ ทางเหนือของเมืองพาราณสี เมืองศูนย์กลางทางศาสนาของศาสนาฮินดู) ในรัฐอุตตร ประเทศ สารง+ นารถ = ที่อยู่ของสัตว์จำพวกกวาง สารนาถยังรู้จักกันดีในชื่อ "อิสิปตนมฤคทายวัน" หรือ "ฤๅษีปัตนมฤคทายวัน" (บาลี: อิสิปตนมิคทายวน) แปลว่า ป่าอันยกให้แก่หมู่กวาง และเป็นที่ ชุมนุมฤๅษีภายในอาณาบริเวณสารนาถมี ธรรมเมกขสถูป เป็นพุทธสถานขนาดใหญ่ที่สุดและสำคัญ ที่สุด สันนิษฐานว่าบริเวณที่ตั้งของธรรมเมกขสถูปนั้น เป็นสถานที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนา ประกาศพระสัจจธรรมเป็นครั้งแรกที่นี่ สารนาถนั้นเป็นชนบทอันสงบเงียบชานเมืองพาราณสี ศูนย์กลาง ของศาสนาฮินดู แม่น้ำคงคาจากสรวงสรรค์เมื่อถึงจุดผ่านเมืองพาราณสีถือกันว่ามีความศักดิ์สิทธิ์สูงสุด ผู้คนนับล้านจากทั่วถิ่นอินเดียเดินทางมาประกอบพิธีกรรม ณ ริมคงคา ดังปรากฏเป็นสารคดีแพร่หลาย เมื่อทรงพบปัญจวัคคีย์อีกครั้ง พราหมณ์ทั้งห้าปฏิเสธที่จะรับนับถือ
เมืองพาราณสี หนึ่งในเมืองศักดิ์สิทธิ์ของชาวฮินดู ที่เสด็จผ่านของแม่น้ำคงคาแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ของ ชาวฮินดู อยู่บนฝั่งแม่น้ำคงคา เป็นที่รวมของแม่น้ำวรุณะและอัสสีจึงถูกเรียกว่าพาราณสี และเป็นเมือง ศักดิ์สิทธิ์ของชาวฮินดูซึ่งถือว่าเป็นสถานที่กำเนิดพระศิวะ เป็นฐานที่มั่นสำคัญของศาสนาพราหมณ์ มา ตั้งแต่ก่อนสมัยพุทธกาลที่ยากต่อการเปลี่ยนแปลง ความเชื่อแม้ในช่วงที่พุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองได้มี อำนาจเหนือศาสนาพราหมณ์ ฮินดู ภายหลังจากพุทธศาสนาสูญหายไปจากอินเดีย พาราณสีได้กลาย เป็นฐานมั่นที่ทำให้ศาสนาฮินดูกลับมามีอำนาจอีกครั้งหนึ่ง ปัจจุบันริมฝั่งแม่น้ำคงคายังคงมีการ ประกอบ พิธีทางศาสนาพราหมณ์ประจำทุกวัน เช้าและเย็น ในสมัยพุทธกาลพระพุทธองค์ก็ตระหนักถึง ความเข้ม แข็งของศาสนาพราหมณ์จึงทรง ย้ายฐานการประกาศศาสนาไปที่แคว้นมคธ ภายหลังที่พระ องค์ได้ เสด็จมาโปรดปัญจวัคคีย์ก็ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าพระองค์ได้เสด็จกลับมาที่ดินแดนแห่งนี้
เมืองกุสินารา สถานที่ดับขันธปรินิพพาน และถวายพระสรีระขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และที่ตั้งวัดไทยกุสินาราที่แสนงดงาม ตั้งอยู่ : ตำบลมถากัวร์ อำเภอกุสินคร จังหวัดเดวเย หรือ เทวริยา รัฐอุตตรประเทศ ประเทศอินเดีย กุสินารา เดิมชื่อ กุสาวดี เป็นที่ตั้งของสังเวชนียสถานแห่งที่ 1 ใน 4 ในสมัยพุทธกาลเป็นเมืองเอกหนึ่งในสองของแคว้นมัลละ อยู่ตรงข้ามฝั่งแม่น้ำคู่กับเมืองปาวา เป็นที่ตั้ง ของ สาลวโนทยาน หรือป่าไม้สาละที่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานและเป็นสถานที่ถวายพระ เพลิงพระพุทธเจ้า มีชื่อเรียกในท้องถิ่นว่า มาถากุนวะระกาโกฏ ซึ่งแปลว่า ตำบลเจ้าชาย โดยใน สมัยนั้นแคว้นมัลละแยกเป็นสองส่วน คือ ฝ่ายเหนือมีเมืองกุสินาราเป็นเมืองหลวง เจ้าปกครองเรียก ว่า"โกสินารกา" และฝ่ายใต้มีเมืองปาวาเป็นเมืองหลวง เจ้าปกครองเรียกว่า "ปาเวยยมัลลกะ" ทั้ง สองเมือง นั้นตั้งอยู่ห่างกันเพียง 12 กิโลเมตร โดยมีแม่น้ำหิรัญญวดีคั่นตรงกลาง กุสินารานั้น เมื่อเปรียบเทียบกับแคว้นอื่นๆ ในสมัยพุทธกาล จัดว่าเป็นแคว้นเล็ก ไม่ค่อยมีความสำคัญมากนักใน
ด้านเศรษฐกิจ สถานที่ปรินิพพานของพระพุทธองค์อยู่ในพระราชอุทยานของเจ้ามัลละฝ่ายเหนือ แห่งกุสินารา ภายใน สาลวโนทยาน แปลว่า สวนป่าไม้สาละ ป่าแห่งนี้ ตั้งอยู่ใกล้ฝั่งแม่น้ำ หิรัญญวดี เป็นป่าไม้สาละร่มรื่น ซึ่งหลังการปรินิพพานของพระพุทธองค์แล้ว กษัตริย์แห่งมัลละก็ได้ประดิษฐานพระพุทธสรีระไว้ ณ เมืองกุสินาราเป็น เวลากว่า 7 วัน ก่อนที่จะประกอบพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ณ มกุฏพันธนเจดีย์การที่พระพุทธองค์ทรงเลือกเมืองกุสินาราอันเป็นเมืองเล็ก แห่งนี้เป็นสถานที่ปรินิพพาน มีหลายสาเหตุ คือ 1. เพื่อแสดงมหาสุทัสสนะสูตร ชนอันมากเมื่อฟังธรรมของพระตถาคตแล้วจักสำคัญกุศลว่าควรกระทำ 2. เพื่อโปรดปัจฉิมสาวก คือ สุภัททปริพาชก ให้บรรลุมรรคผล นิพพาน 3. เพื่อให้โทณพราหมณ์จัดระงับของพิพาท และทำหน้าที่แจกพระบรมสารีริกธาตุ ซึ่งก็เป็นความจริงเพราะหลังพระพุทธองค์ปรินิพพาน เจ้า ผู้ครองแคว้นต่าง ๆ ก็ได้ยกกองทัพหลวงของตนมาล้อมเมืองกุสินาราเพื่อจะแย่งชิงพระบรมสารีริกธาตุ นครต่างๆรวม 8 แคว้น ได้แก่ พระเจ้าอชาตศัตรู เมืองมคธกษัตริย์ลิจฉวี เมืองเวสาลี กษัตริย์ศากยะ เมืองกบิลพัสดุ์ กษัตริย์ฟูลี เมืองอัลกัปปะ กษัตริย์โกลิยะ เมืองรามคาม มหาพราหมณ์ เมืองเวฏฐทีปกะ กษัตริย์มัลละ เมืองปาวา เจ้ามัลละเมืองกุสินารา ส่วนโทณพราหมณ์ได้ของตวงพระบรมสารีกธาตุไป กุสินาราหลังพุทธปรินิพพานแล้ว เมืองกุสินารากลายเป็นเมืองสำคัญศูนย์กลางแห่งการสักการะ บูชาของพุทธ ศาสนิกชน



เขตพุทธสถานแบ่งเป็น 3 เขต


มหามายาเทวีมหาวิหาร เชื่อกันว่าสร้างในสมัยพุทธเจ้าเสด็จ ปรินิพพานและสร้างต่อเติมกันมาตลอด จนถึงศตวรรษที่ 18 เมื่อขุดลึกลงไปพบซากห้องสี่เหลี่ยม 15 ห้อง สันนิษฐานว่าเป็นที่พำนักและห้อง วิปัสสนาของพระสงฆ์สมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ภายในวิหารซึ่งพุทธศาสนิกชนชาวญี่ปุ่นสร้างให้ครอบ พุทธสถานแห่งนี้ มีรูปสลักหินทรายแดง ภาพพุทธประวัติปางประสูติ คือพระพุทธมารดาทรงประทับ ใต้ต้นสาละ ทรงเหนี่ยวกิ่งสาละด้วยพระหัตถ์ขวา เจ้าชายสิทธัตถะทรงออกมาทางพระปัสสะขวาของ พระมารดา รายล้อมด้วยพระนางประชาบดีโคตรมี พระญาติและบริวาร ท่าวมหาพรหมได้ น้อมรับ พระกุมารน้อย นำพระกุมารน้อยถวายแก่พระมารดา ต่อมาปี พ.ศ. 2535 ได้ขุดค้นแผ่นศิลาใน บริเวณ ห้องเล็กติดกับห้องวิปัสสนามีร้อยคล้ายรอยพระบาท วางอยู่บนแท่นหิน ซึ่งสันนิษฐานว่า พระเจ้าอโศก มหาราชสร้าง เพื่อแสดงตำแหน่งที่เจ้าชายสิทธัตถะประสูติ ไม่ใช่รอยพระบาทแท้จริง
เสาหินพระเจ้าอโศกมหาราช พระเจ้าอโศกมหาราชแห่งรัฐมคธเป็นพระมหาราชา ยิ่งใหญ่สุดด้านการ ทหาร ขึ้นครองราชย์เมื่อ พ.ศ. 236 สามารถขยายอาณาเขตได้กว้างใหญ่ไพศาล อย่างไรก็ดีในการทำ สงครามกับรัฐกลิงคะ ส่วนหนึ่งของรัฐโอริสสาในปัจจุบัน แม้ทรงเอาชนะได้แต่ก็มีทหารและประชาชน ล้มตายหลายแสนคน จึงทรงสลดพระทัยและหันมานับถือพุทธศาสนา และทรงเผยแผ่พระศาสนาโดย สร้างวัด จำนวนมากมาย ตามตำนานเล่าว่ามีถึง 84000 วัด ส่งพระสมณฑูตไปเผยแผ่ศาสนาในที่ต่างๆ รวมทั้งสร้างเสาหินจำนวนมากแสดงที่ตั้งสำคัญทางพุทธศาสนา และทรงเป็นประธานในการทำ สังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ 3 ที่นครปาฏลีบุตรหรือปัตนะในปัจจุบัน พระเจ้าอโศกเสด็จมาลุมพินี พร้อมด้วยพระโมคัลลา ได้ทรงสร้างเสาหินจารึกด้วยอักษรพราหมี แปลได้ว่า พระเจ้าเทวานัมปิยะทัสสี (พระเจ้าอโศกมหาราช) ทรงเสวยราชย์ได้ 20 ปี พระองค์ได้ทรงกระทำ สักการบูชา ณ ที่นี้ พระองค์ ทรงให้ทำศิลาเป็นรูปวิคฑะ เพื่อเป็นเครื่องหมายว่า ศากยมุนี ได้ทรงอุบัติขึ้น ณ ที่นี้ และลุมพินีวันนี้เอง ที่พระองค์โปรดให้งดเก็บภาษีหรือส่วยอากรและโปรดให้เก็บเอาเพียงพืชผล 1 ใน 8 ส่วนเท่านั้น
สระโบกขรณี เป็นที่สรงสนานของพระนางสิริมหามายาเทวี ก่อนจะให้ประสูติกาลพระกุมารและหลัง การประสูติ ที่ขอบสระน้ำทำเป็นรูปขั้นบันไดโดยรอบลงไปถึงน้ำ มีท่อน้ำไหลลงสู่สระน้ำแห่งนี้ ปัจจุบันทางการเนปาลได้ทำการบูรณะรักษไว้เป็นอย่างดี ตามบันทึกของพระถึมซังจั๋ง บันทึกว่า ที่นั่นเป็นบ่อน้ำสำหรับเป็นสระสรงสนานของชาวศากยวงศ์ น้ำในบ่อใสสะอาดดูราวกระจก จากนี้ไป ทางทิศเหนือประมาณ 40 – 50 ก้าว มีต้นอโศก ซึ่งปัจจุบันแห้งเหี่ยวไปแล้วที่นี่เป็นสถานที่ประสูติ ของพระศากยมุนี โพธิสัตว์



ฤดูกาล


ฤดูหนาว
เดือนธันวาคม – มกราคม อุณหภูมิ 4 – 10 องศาเซลเซียส (ฤดูกาลท่องเที่ยว)
ฤดูร้อน
เดือนเมษายน – มิถุนายน อุณหภูมิ 35 – 40 องศาเซลเซียส
ฤดูมรสุม
เดือนมิถุนายน – กันยายน มีฝนตก อุณหภูมิ 35 – 40 องศาเซลเซียส
ฤดูใบไม้ร่วง
เดือนกันยายน – พฤศจิกายน อากาศเย็นสบาย 10 – 20 องศาเซลเซียส (ฤดูกาลท่องเที่ยว)